ธุรกิจออนไลน์

ขายอาหารเดลิเวอรี่ ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง?

คู่มือภาษีสำหรับร้านอาหารออนไลน์ ขายผ่าน Grab, LINE MAN, ShopeeFood ต้องดูภาษีอะไรบ้าง ค่าคอมมิชชันบันทึกอย่างไร และยอดขายรวมกี่บาทต้องพิจารณาจด VAT

อ่าน 7 นาทีอัปเดต
กระเป๋าส่งอาหารเดลิเวอรี่ สมาร์ตโฟนรับออเดอร์ และป้ายค่าคอมมิชชันแพลตฟอร์ม

ปัจจุบันการขายอาหารผ่านแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ได้รับความนิยมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Grab, LINE MAN, ShopeeFood หรือช่องทางออนไลน์อื่น ๆ ทำให้เริ่มต้นธุรกิจได้ง่ายขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านขนาดใหญ่

แต่สิ่งที่เจ้าของร้านควรรู้ตั้งแต่เริ่มต้นคือ รายได้จากการขายอาหารเดลิเวอรี่มีหน้าที่ทางภาษี และการที่แพลตฟอร์มหักค่าคอมมิชชันก่อนโอนเงินให้ร้าน ไม่ได้หมายความว่าร้านจะเสียภาษีเฉพาะเงินที่ได้รับโอนเข้าบัญชีเท่านั้น

แล้วร้านอาหารเดลิเวอรี่ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง? มาดูกันค่ะ

1. ภาษีเงินได้

หากประกอบธุรกิจในนามบุคคลธรรมดา รายได้จากการขายอาหารต้องนำมาพิจารณาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร โดยทั่วไปผู้ประกอบการควรจัดทำข้อมูลให้เห็นชัดเจนว่า ยอดขายทั้งหมด → ค่าใช้จ่าย → กำไรสุทธิ → ภาษีที่ต้องชำระ

สำหรับผู้มีเงินได้จากการประกอบธุรกิจ อาจมีหน้าที่ยื่นภาษีทั้งช่วงกลางปีและสิ้นปี ขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้และเงื่อนไขตามกฎหมาย

ตัวอย่าง: ร้านอาหารมียอดขายจากเดลิเวอรี่เดือนละ 100,000 บาท ในเดือนนั้นแพลตฟอร์มหักค่าคอมมิชชันและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ 25,000 บาท ร้านได้รับเงินจริง 75,000 บาท — ไม่ได้หมายความว่าร้านมีรายได้เพียง 75,000 บาท ต้องตรวจสอบรายละเอียดของรายการขายและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น เพื่อบันทึกบัญชีและคำนวณภาษีให้ถูกต้อง

2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

ร้านอาหารที่มียอดขายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ต้องระวังเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม หากมีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี และไม่เข้าข่ายได้รับยกเว้น VAT ผู้ประกอบการมีหน้าที่พิจารณาจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

เมื่อจด VAT แล้ว จะมีหน้าที่เพิ่มเติม

  • ออกใบกำกับภาษี
  • จัดทำรายงานภาษีขาย
  • จัดทำรายงานภาษีซื้อ
  • ยื่นแบบ ภ.พ.30
  • เก็บเอกสารประกอบรายการทางภาษี

ร้านที่ยอดขายกำลังเติบโตจึงควรติดตามยอดขายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้พลาดกำหนดการจดทะเบียน VAT

อ่านเพิ่มเติม: VAT คืออะไร? ใครต้องจด VAT?

3. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

ร้านเดลิเวอรี่อาจมีรายการจ่ายเงินให้กับแพลตฟอร์ม ผู้ให้บริการ หรือคู่ค้าต่าง ๆ ซึ่งอาจมีประเด็นเกี่ยวกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าทุกรายการจะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราเดียวกัน ต้องพิจารณาจาก

  • ผู้รับเงินเป็นใคร
  • จ่ายเงินเพื่ออะไร
  • ลักษณะของค่าบริการ
  • เอกสารที่ออกให้
  • เงื่อนไขตามกฎหมายภาษี

ดังนั้นก่อนหักภาษี ณ ที่จ่าย ควรตรวจสอบลักษณะรายการให้ถูกต้อง

ค่าคอมมิชชัน Grab / LINE MAN ต้องบันทึกอย่างไร?

นี่เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ร้านอาหารเดลิเวอรี่สับสนกันมาก สมมติว่ายอดขายจากลูกค้า 1,000 บาท แพลตฟอร์มหักค่าคอมมิชชัน 200 บาท และค่าธรรมเนียมอื่น 50 บาท ร้านได้รับเงินเข้าบัญชีจริง 750 บาท

เจ้าของร้านไม่ควรนำยอด 750 บาทไปมองว่าเป็นยอดขายทั้งหมดทันที ควรแยกให้เห็นว่า ยอดขาย 1,000 บาท หักค่าใช้จ่าย/ค่าธรรมเนียมตามเอกสาร 250 บาท เหลือเงินรับสุทธิ 750 บาท การแยกข้อมูลแบบนี้จะช่วยให้ตรวจสอบยอดขาย ค่าใช้จ่าย และเงินที่ได้รับจริงได้ง่ายขึ้น

ร้านเดลิเวอรี่ควรเก็บเอกสารอะไรบ้าง?

เพื่อให้การทำบัญชีและการยื่นภาษีเป็นไปอย่างถูกต้อง แนะนำให้เก็บเอกสารที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจไว้ให้ครบ

  • เอกสารด้านรายได้: รายงานยอดขายจาก Grab, LINE MAN, ShopeeFood และแพลตฟอร์มอื่น รวมถึงรายงานการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร
  • เอกสารด้านค่าใช้จ่าย: ใบเสร็จซื้อวัตถุดิบ ค่าเช่าร้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแพ็กเกจจิ้ง ค่าโฆษณา ค่าคอมมิชชันแพลตฟอร์ม และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ
  • เอกสารทางภาษี: ใบกำกับภาษี หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย แบบภาษีที่ยื่น และหลักฐานการชำระภาษี

ขายผ่านหลายแอป ต้องรวมยอดขายไหม?

ควรรวมยอดขายของธุรกิจทุกช่องทางเข้าด้วยกันในการพิจารณาภาษี ตัวอย่างเช่น ร้านเดียวกันขายผ่าน Grab 600,000 บาท LINE MAN 500,000 บาท ShopeeFood 400,000 บาท และหน้าร้าน 300,000 บาท ยอดขายรวมคือ 1,800,000 บาท

ไม่ควรแยกคิดว่าแต่ละแพลตฟอร์มมียอดไม่ถึง 1.8 ล้านบาทแล้วจึงไม่ต้องพิจารณา VAT เพราะต้องพิจารณาจากรายรับของกิจการโดยรวมตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

5 เรื่องที่ร้านเดลิเวอรี่ควรทำตั้งแต่เริ่มขาย

  • แยกบัญชีธุรกิจกับบัญชีส่วนตัว ช่วยให้ตรวจสอบรายรับและรายจ่ายได้ง่าย และลดปัญหาในการทำบัญชี
  • ดาวน์โหลดรายงานจากทุกแพลตฟอร์ม อย่าดูเฉพาะยอดเงินที่โอนเข้าบัญชี เพราะยอดขายกับยอดรับเงินจริงอาจแตกต่างกัน
  • เก็บเอกสารค่าใช้จ่าย เพราะค่าใช้จ่ายบางรายการนำมาพิจารณาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ หากเป็นไปตามหลักเกณฑ์และมีหลักฐานประกอบ
  • ติดตามยอดขายสะสม โดยเฉพาะร้านที่โตเร็ว เพื่อประเมินว่ามีหน้าที่เกี่ยวกับ VAT หรือไม่
  • ทำบัญชีตั้งแต่ต้น ไม่ควรรอจนสิ้นปีแล้วค่อยรวบรวมเอกสาร เพราะเมื่อมีหลายแพลตฟอร์ม รายการขายจำนวนมากอาจทำให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ยาก

สรุป: ขายอาหารเดลิเวอรี่ ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง?

ร้านอาหารเดลิเวอรี่ควรพิจารณาภาษีหลัก ๆ 3 เรื่อง ได้แก่ ภาษีเงินได้ (พิจารณาจากรายได้และค่าใช้จ่ายของกิจการตามหลักเกณฑ์), VAT (หากรายรับเข้าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ต้องพิจารณาจดทะเบียน) และภาษีหัก ณ ที่จ่ายกรณีเป็นนิติบุคคล (พิจารณาตามลักษณะของรายการจ่ายและผู้รับเงิน)

ที่สำคัญคือ อย่าดูเฉพาะยอดเงินที่แพลตฟอร์มโอนเข้าบัญชี แต่ควรตรวจสอบยอดขาย ค่าคอมมิชชัน ค่าธรรมเนียม ส่วนลด และเอกสารประกอบให้ครบถ้วน การจัดการบัญชีตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยให้เจ้าของร้านรู้ว่าธุรกิจขายได้เท่าไร กำไรจริงเท่าไร และต้องเตรียมภาษีประมาณเท่าไร

ให้ Easy Tax & Account ช่วยดูแลบัญชีร้านเดลิเวอรี่

ขายอาหารออนไลน์แต่ไม่แน่ใจว่าต้องเสียภาษีเท่าไหร่ ยอดจาก Grab หรือ LINE MAN ต้องลงบัญชียังไง ค่าคอมมิชชันบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายอย่างไร หรือยอดขายใกล้ 1.8 ล้านบาทแล้วต้องทำอย่างไร ทีม Easy ดูแลให้ได้ทั้งการทำบัญชี ยื่นภาษี วางแผนภาษี จด VAT และปิดบัญชีจัดทำงบการเงิน

ดูรายละเอียดบริการ: บัญชีสำหรับร้านค้าออนไลน์และเดลิเวอรี่

พี่ Easy แนะนำ: ปรึกษาครั้งแรกฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ทักมาทาง LINE หรือกรอกฟอร์มไว้ได้เลยค่ะ

ข้อมูลในบทความเป็นความรู้เบื้องต้น กฎหมายและอัตราภาษีอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรณีของแต่ละธุรกิจอาจแตกต่างกัน แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

ดูบทความทั้งหมด →